คนส่วนใหญ่นึกถึง "ลวดขาดเป็นเส้นๆ" เวลาพูดถึงลวดสลิงเสีย แต่ในความเป็นจริง ลวดสลิงเสียหายได้หลายรูปแบบ และบางแบบอันตรายกว่าเส้นลวดขาดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเสียอีก เพราะมันซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างจนกว่าจะสายเกินไป
ความล้าจากการใช้งาน (Fatigue)
เกิดจากการที่ลวดสลิงถูกงอไปมาซ้ำๆ ผ่านรอกหรือดรัมเป็นเวลานาน เส้นลวดย่อยแต่ละเส้นจะค่อยๆ เกิดรอยแตกระดับจุลภาคจากความล้าสะสม จนในที่สุดขาดออกทีละเส้น ความล้าเป็นสาเหตุการเสื่อมสภาพที่พบบ่อยที่สุดในลวดสลิงที่ใช้งานผ่านรอกเป็นประจำ
การถูกบีบแบน (Crushing)
เกิดเมื่อลวดสลิงถูกกดทับด้วยแรงมากเกินไป เช่น ม้วนซ้อนทับกันไม่เรียบร้อยบนดรัม หรือถูกวัตถุหนักทับขณะวางอยู่กับพื้น หน้าตัดของลวดสลิงจะเปลี่ยนจากทรงกลมเป็นทรงรี ทำให้เส้นลวดย่อยเสียดสีกันเองมากขึ้นและเร่งการสึกหรอจากภายใน
สนิมและการกัดกร่อน (Corrosion)
เกิดจากความชื้น น้ำทะเล หรือสารเคมีกัดกร่อนที่ทำลายชั้นเคลือบผิวของเส้นลวด สนิมที่เห็นด้วยตาบนผิวนอกอาจเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยเทียบกับสนิมที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้าง โดยเฉพาะลวดสลิงที่ขาดการหล่อลื่นมานาน เพราะสารหล่อลื่นทำหน้าที่ป้องกันความชื้นซึมเข้าไปในแกนด้วย
ขมวดเป็นปม (Kinking)
เกิดจากการดึงหรือคลายลวดสลิงผิดวิธี ทำให้เกิดบ่วงแล้วถูกดึงจนแน่นเป็นปม จุดที่ขมวดจะทำให้โครงสร้างภายในเสียรูปถาวร แม้จะดึงปมให้คลายออกภายหลัง ความแข็งแรงตรงจุดนั้นก็เสียหายไปแล้วอย่างถาวร ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิม
นกกรง (Birdcaging)
เกิดขึ้นเมื่อลวดสลิงถูกคลายแรงตึงกะทันหันหลังจากรับแรงบิดสะสมไว้มาก เช่น ปล่อยของกระแทกพื้นทันที เกลียวใหญ่ (strand) จะพองตัวแยกออกจากกันคล้ายซี่กรงนก มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างภายในเสียสมดุลไปแล้วและไม่ควรใช้งานต่อ
จุดที่ต้องสังเกต
ความเสียหายที่อันตรายที่สุดมักเป็นแบบที่ "มองจากภายนอกไม่เห็น" เช่น ความล้าภายในแกน หรือสนิมที่ซ่อนอยู่ใต้ผิว นี่คือเหตุผลที่การตรวจสอบลวดสลิงต้องทำโดยผู้ที่ผ่านการอบรม ไม่ใช่แค่มองผิวนอกแล้วสรุปว่า "ยังดูดีอยู่"
สรุป
ลวดสลิงไม่ได้เสื่อมสภาพแบบเดียว การรู้จักรูปแบบความเสียหายที่แตกต่างกัน ช่วยให้ประเมินได้ว่าลวดสลิงเส้นนั้นผ่านการใช้งานแบบไหนมา และควรเฝ้าระวังจุดไหนเป็นพิเศษ เห็นสัญญาณเตือนเร็ว ดีกว่ารอให้เห็นเส้นลวดขาดเป็นเส้นๆ