เข้าไซต์งานยกที่ไหนก็เจอคนใส่หมวกนิรภัยกับรองเท้าเซฟตี้ครบเกือบทุกคน แต่ PPE ที่ป้องกันอุบัติเหตุเฉพาะทางของงานยกจริงๆ มักถูกมองข้าม เพราะไม่ใช่ของที่ต้องใส่ตลอดเวลาเหมือนหมวกกับรองเท้า
ถุงมือที่ผิดประเภท
หลายคนใส่ถุงมือผ้าธรรมดาจับสลิงหรือโซ่ ทั้งที่งานยกต้องการถุงมือที่ทนการเสียดสีและกันบาดโดยเฉพาะ สลิงที่มีเส้นลวดหักงอเป็นเสี้ยน หรือขอบวัสดุที่มีคม สามารถบาดมือผ่านถุงมือผ้าบางๆ ได้ง่าย การเลือกถุงมือให้เหมาะกับลักษณะงาน (กันบาด กันลื่น หรือทนความร้อน) สำคัญพอๆ กับการใส่ถุงมือให้ครบ
เชือกนิรภัย/สายรัดที่หมดอายุการใช้งาน
อุปกรณ์ป้องกันการตก เช่น เข็มขัดนิรภัยและเชือกช่วยชีวิต (lanyard) มีอายุการใช้งานและต้องตรวจสอบสภาพ ก่อนใช้ทุกครั้ง เชือกที่มีเส้นใยเสื่อมสภาพจากแสงแดดหรือสารเคมี อาจดูปกติจากภายนอก แต่ความสามารถในการรับแรงกระชากกะทันหันลดลงไปมากแล้ว
อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน
งานยกในพื้นที่ที่มีเครื่องจักรเสียงดังต่อเนื่อง เช่น ใกล้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกลหนัก มักถูกมองข้ามเรื่องการป้องกันการได้ยิน ทั้งที่การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังสะสม เป็นอันตรายต่อสุขภาพระยะยาวที่ป้องกันได้ง่ายด้วยอุปกรณ์ราคาไม่แพง
จุดที่ต้องสังเกต
PPE ที่ "มีให้ใส่" ไม่ได้แปลว่า "ใส่ถูกต้อง" ถุงมือที่หลวมเกินไปอาจเข้าไปติดในกลไกเคลื่อนไหวได้ เข็มขัดนิรภัยที่ปรับสายไม่กระชับ อาจทำให้แรงกระแทกตอนตกกระจายไปที่จุดที่ไม่ควรรับแรง การใส่ PPE ให้ถูกต้องสำคัญพอๆ กับการมี PPE ครบ
เช็กลิสต์ที่นำไปใช้ได้ที่หน้างานพรุ่งนี้
ก่อนเริ่มงานยกทุกครั้ง
- เลือกถุงมือให้ตรงกับลักษณะงาน (กันบาด กันลื่น หรือทนความร้อน) ไม่ใช่ถุงมือผ้าทั่วไป
- ตรวจสอบสภาพเข็มขัดนิรภัยและเชือกช่วยชีวิตก่อนใช้งานทุกครั้ง สังเกตรอยเสื่อมสภาพหรือเส้นใยเปื่อย
- สวม PPE ให้กระชับพอดีตัว ไม่หลวมหรือแน่นเกินไป โดยเฉพาะจุดที่อาจเข้าไปติดในกลไกเคลื่อนไหว
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยินในพื้นที่ที่มีเสียงดังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เมื่อรู้สึกว่าดังเกินทน
- เปลี่ยน PPE ที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพทันที ไม่ใช้ต่อเพราะ "ยังพอใช้ได้"
สรุป
PPE พื้นฐานอย่างหมวกและรองเท้าป้องกันได้แค่ส่วนหนึ่งของความเสี่ยงในงานยก PPE ที่ตรงกับความเสี่ยงเฉพาะของงาน สำคัญกว่าจำนวนชิ้นที่ใส่